หน้าดิน

หิน ดิน ทราย

หน้าดิน มีความร่วนพรุนและเนื้อของดินมีความละเอียดนุ่ม เมื่อแห้ง จะมีการแข็งตัวพอประมาณและยังสามารถระบายน้ำได้เป็นอย่างดี มีลักษณะสีดำคล้ำ และเหมาะกับการเพาะปลูกต้นไม้ได้ดีเพราะอมความชื้นและเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ในการ  ถมดินทำสวนเพื่อเพาะปลูกต่างๆหรือจะเป็นการถมที่และถมถนน เป็นต้น

UPDATE : 02/66

ตารางขนส่งหน้าดิน

ขนาดบัวเชิงผนัง
รับเอง / คิว
ส่งให้ / คิว
ส่งให้ 6 ล้อ / 5 คิว
ส่งให้ 10 ล้อ / คิว
ส่งให้ 10 ล้อ / 10คิว
ทรายถม
420
460
2,300
450
4,460
ทรายหยาบ
480
530
2,650
520
5,180
ทรายละเอียด
550
575
2,860
560
5,590
หิน (3/4)
660
715
3,570
700
7,000
หินคลุก
510
545
2,710
530
5,295
หินเกล็ด
615
675
3,360
660
6,600
ลูกรัง
385
435
2,170
425
4,230
หน้าดิน
420
475
2,380
465
4,640

หน้าดิน

หน้าดินคือ

มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ดินดำ หรือ ดินนา ดินชนิดนี้ เป็นดินร่วนซุย ไม่แห้งเกินไปเหมือนทราย ไม่เปียกเกินไปเหมือนโคลน เนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง เป็นดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุอยู่มาก ทำให้ง่ายในการปลูกต้นไม้ จัดสวน ปูหญ้า หรือแม้กระทั่งต้นไม้ใหญ่ ไม้ล้มลุก ต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้ดี จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับใช้ปลูกต้นไม้

หากอธิบายด้วยหลักวิชาการแล้ว หากเรายืนอยู่บนพื้นดิน เราจะมองเห็นบริเวณนั้น เป็นแผ่นดิน หรือ พื้นผิวที่มีลักษณะ 2 มิติ คือ มีขนาดความกว้าง และ ความยาว หากเราขุดดินลึกลงไป จนเป็นหลุมใหญ่ เราจะเห็นดิน เป็น 3 มิติ นั่นคือ มีความหนา หรือ ความลึก หากขุดเจาะดินลงไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า ดินมีการทับถมกัน เป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้น จะมีความแตกต่างกัน ทั้งสีของดิน เนื้อของดิน สิ่งที่ปะปนอยู่ภายในดิน ดินที่อยู่ชั้นบนสุด  ชั้นดินอินทรีย์ ชั้นนี้จะมีการสะสมอินทรียวัตถุจำนวนมาก ซึ่งอินทรียวัตถุเหล่านี้ มาจากพืชและสัตว์  ทั้งที่มาจาก ใบไม้ กิ่งไม้ หญ้า และอื่นๆ ผสมคลุกเคล้ากับแร่ธาตุในดิน มีการสลายตัวของอินทรียวัตถุตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงสลายตัวมาก จนไม่สามารถเห็นลักษณะของอินทรียวัตถุเดิมได้ ดินชั้นนี้มีสีน้ำตาลเข้ม ดำ ร่วนซุย อุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทำให้นิยมนำมาใช้ปลูกต้นไม้ ปูหญ้า จัดสวน ซึ่งต่างกันมากกับดินถุง ที่ผสมกาบมะพร้าว ปุ๋ย เป็นส่วนใหญ่ มีดินเพียงเล็กน้อย เมื่อนำไปใช้ปลูกต้นไม้ เวลาผ่านไป ต้นไม้จะเริ่มตาย เพราะ ดินถุง ทำให้ดินบริเวณนั้น เป็นดินเค็ม ต้นไม้เจริญเติบโตได้ไม่ดี คนส่วนใหญ่จึงนิยมใช้หน้าดิน ถึงแม้จะมีราคาแพงกว่า แต่สามารถใช้หน้าดินให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่มีปัญหาจุกจิก รบกวนตามมาภายหลัง

หน้าดินกับดินถมทั่วไป แตกต่างกันอย่างไร

หน้าดิน คือ ดินส่วนที่อยู่ผิวชั้นบนสุดของพื้นดิน ขุดลงไปอีก 50 เซ็นติเมตร ถึง 100 เซ็นติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่บริเวณนั้นๆ ในส่วนนี้ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และ สารอาหาร มีลักษณะร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ไม่มีเศษวัสดุ เศษอิฐ หรือ เศษหิน ปะปน นิยมนำไปใช้ปลูกต้นไม้ ต้นไม้สามารถเจริญเติบโตได้สวยงาม นอกจากนี้ เมื่อปลูกสร้างบ้านเสร็จแล้ว บริเวณรอบๆ บ้าน ยังไม่ได้ระดับที่เท่ากัน หรือ ต้องการที่จะจัดสรรพื้นที่รอบบ้าน เพื่อปูหญ้า จัดสวน ปูแผ่นทางเดิน ก็นิยมนำมาถมปลูกต้นไม้ เพื่อปรับระดับพื้นที่ ให้เป็นไปตามแบบที่ต้องการได้

ดินถมทั่วไป เป็นดินชั้นสอง ต่อจากหน้าดิน ซึ่งมีลักษณะเป็นดินเหนียว หรือ ดินปนทราย สามารถขุดลึกลงไปอีกมาก นิยมนำมาถมที่ดินเป็นบริเวณกว้าง หรือ
ถมให้พื้นที่บริเวณนั้นสูงขึ้น เพื่อเป็นฐานรากของสิ่งก่อสร้าง ในระยะยาว หากทิ้งไว้ให้ดินเซตตัวจนเต็มที่แล้ว จะเกิดการทรุดตัวของดินน้อยมาก จึงเหมาะที่จะใช้ในการถมที่
เพื่อปลูกสร้างบ้าน สร้างอาคารขนาดกลาง แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาปลูกต้นไม้

สิ่งที่ควรรู้และข้อระวังในการปรับหน้าดิน

หน้าดิน

เชื่อว่าหลายท่านที่อยากทำการก่อสร้างเกิดข้อสงสัยว่าทำไมต้องปรับหน้าดินก่อนเสมอ หากเราพูดถึงการสร้างบ้านอาคารสำนักงานนั้น การปรับหน้าดินมีความสำคัญที่ไม่อาจละเลย อีกทั้งการรู้ลักษณะและชนิดของดินถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในการเริ่มต้นทำฟาร์มหรือปลูกสร้างในปัจจุบันนั่นเอง 

โดยอย่างไรก็ถามการปรับหน้าดินมีสิ่งที่ต้องระวังคือการวางแพลนเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมอย่างเศษแก้ว เศษขยะ หรือของแข็งที่เป็นอุปสรรคต่างๆบนแปลงก่อสร้างก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลย การจัดเตรียมพื้นที่ให้พร้อมและวางแผนที่จะทำการปรับหน้าดิน ส่วนวิธีจะมีวิธีไหนบ้างวันนี้มาแนะนำทุกคนกันครับ

วิธีการปรับหน้าดินปลูกสร้าง

  1. ขั้นตอนการเคลียร์พื้นที่รอบๆ การทำให้พื้นมีความพร้อมที่จะถมดิน ซึ่งก็จะต้องกำจัดวัชพืช ขนย้ายเศษหิน หรือตัดต้นไม้ออกไป
  2.  ขั้นตอนการถมดิน นำดินเข้ามาถมในพื้นที่ๆ และในการถมที่นั้นจะต้องนำดินมาเทลงเป็นกอง เพื่อความเรียบเสมอและความแน่นของชั้นดินแล้วใช้รถแทรกเตอร์เข้ามาไถเกลี่ยให้เสมอไปเป็นชั้นๆ หลายครั้ง ซึ่งดินในแต่ละชั้นจะต้องมีความหนาอยู่ในระหว่าง 15 -10 เซนติเมตร
  3. ขั้นตอนการบดอัด การบดอัดจะต้องถมและเกลี่ยดินในแต่ละชั้นทุกๆครั้ง จะต้องมีการรดน้ำบนหน้าดินก่อนการบดอัด เพื่อให้ดินมีความแน่น
  4.  ขั้นตอนการปาดผิวดิน การปรับพื้นที่นั้นจะใช้รถเกรดเข้ามาปรับให้เรียบ

การปรับหน้าดินอย่างการถมนั้นต้องใช้ดินในปริมานมาและต้องเตรียมขัดตอนอย่างหลายขั้น เพราะถ้าหากมีการเตรียมตัวที่ไม่ดีหรือไม่รู้วิธีก็อาจะเกิดปัญหาตามมาที่หลังได้ เช่น ปัญหาบ้านทรุดให้ได้เห็นอยู่บ่อยๆแล้วละก็ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากเราเห็นความสำคัญของการปรับหน้าดิน ฉะนั้นการศึกษาขั้นตอนและวิธีปรับหน้าดินอย่างจริงจังล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงก่อนการสร้างขึ้น

สามารถติดตามข่าวสินค้าจากเราได้ Fanpage: คลังกระเบื้อง