ท่อ PE เกษตร

        ท่อ PE ท่อการเกษตร ได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมเกษตร ด้วยคุณสมบัติที่เหนียวและยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถโค้งงอไปตามพื้นที่แปลงเกษตรได้ ท่อ PE ยังสามารถทนความร้อนสูง ทำให้เหมาะสมสำหรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย นอกจากนี้ ท่อ PE ยังมีความทนทานต่อการสึกหรอ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แม้ว่าราคาของท่อ PE จะสูงกว่าท่อ PVC แต่เมื่อคำนวณความคุ้มค่าในระยะยาว ท่อ PE จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในภาคเกษตร ท่อ PE เกษตร ราคาถูกจำหน่ายโดยคลังกระเบื้อง ติดตามข้อมูลดีๆ ได้ที่ เพจคลังกระเบื้อง จัดส่งทั่วประเทศ

เลือกแบรนด์

มารู้จัก ท่อ PE เกษตร

ท่อ PE คือท่อที่ผลิตมาจาก Polyethylene หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่าท่อดำ เนื่องจากมีสีดำ มีความหนาแน่นสูงผิวสัมผัสภายในตัวท่อมีความลื่นและมัน ทำให้สามารถใช้งานเป็นได้ทั้งท่อประปาและท่อไฟฟ้า มีความยืดหยุ่นสูง ในปัจจุบันได้มีการผลิตท่อPE หลายมาตรฐาน แบ่งแยกไปตามการใช้งานประเภทต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก
1.ท่อสำหรับงานแรงดันต่ำ
2.ท่อสำหรับงานรับแรงดันสูง
ซึ่งจะแยกย่อยไปอีกตามค่า PN (ความสามารถในการรับแรงดันท่อ) และ PE (ความแข็งแรงของการรับน้ำหนักของท่อ) ซึ่งจะต้องระบุให้ถูกต้อตามการใช้งาน ซึ่งโดยส่วนมากจะนิยมใช้กันนอกอาคาร

ท่อPE ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากท่อPVC ทำให้มีข้อดีมากกว่า สามารถประยุกต์การใช้งานได้หลากหลาย แต่ก็มีราคาแพงกว่าท่อPVCเช่นเดียวกัน

แม้ว่าราคาของท่อ PE จะสูงกว่าท่อ PVC แต่เมื่อคำนวณความคุ้มค่าในระยะยาว ท่อ PE จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในภาคเกษตร ทั้งนี้ ท่อ PE ยังสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับระบบที่ต้องการวาง ถ้าต้องการวางระบบท่อเมน ท่อ PVC อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากควรจะฝังท่อลงใต้ดินเพื่อป้องกันแสงแดดและความร้อน

อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการต่อท่อย่อยเพื่อส่งน้ำไปยังแปลงเกษตรต่างๆ ควรเลือกใช้ท่อ PE เนื่องจากมันสามารถโค้งงอไปตามพื้นที่แปลงเกษตรได้ และโดยปกติแล้ว จะต้องใช้จำนวนที่มากขึ้น ดังนั้น เมื่อคำนวณราคา การใช้ท่อ PE อาจจะคุ้มค่ามากกว่าการวางท่อย่อยด้วย PVC

ข้อดีและข้อเสีย ท่อ PE เกษตร

ข้อดี

– ท่อ PE การเกษตร มีน้ำหนักเบากว่าท่อ PVC ประมาณ 60% ทำให้สะดวกต่อการขนย้าย ติดตั้ง และใช้งาน
– ท่อ PE การเกษตร มีความยืดหยุ่นสูง สามารถดัดโค้งงอได้โดยไม่ต้องใช้ความร้อน เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศไม่เรียบ
– ท่อ PE การเกษตร มีความทนทานสูง ทนต่อแรงดัน แรงกระแทก สารเคมี กรด ด่าง และแสงแดด
– อายุการใช้งานยาวนาน ท่อ PE มีอายุการใช้งานยาวนาน 50 ปีขึ้นไป
– ท่อ PE การเกษตร ผลิตจากพลาสติก จึงไม่เกิดสนิม
– ผิวด้านในของท่อ PE เรียบ ลื่น ช่วยให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก
– ท่อ PE การเกษตร ติดตั้งง่าย โดยไม่ต้องใช้กาว
– ท่อ PE การเกษตร มีราคาถูกกว่าท่อ HDPE

ข้อเสีย

– ท่อ PE การเกษตร ไม่ทนความร้อนสูง อุณหภูมิใช้งานสูงสุดอยู่ที่ 60 องศา
– ท่อ PE การเกษตร สีดำสามารถเสื่อมสภาพจากแสงแดดได้
– ท่อ PE การเกษตร สามารถถูกสัตว์กัดแทะ เช่น หนู ปลวก

การเลือก ท่อPE เกษตร

การเลือกท่อ PE การเกษตร ที่เหมาะสมนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพของระบบน้ำและผลผลิตทางการเกษตร ปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณามีดังนี้

1.ประเภทของระบบน้ำ
– ระบบน้ำแบบแรงดัน ต้องใช้ท่อที่มีความทนทานต่อแรงดันสูง เช่น ท่อ HDPE (High-Density Polyethylene) หรือ ท่อ LDPE (Low-Density Polyethylene)
– ระบบน้ำแบบแรงดันต่ำ สามารถใช้ท่อ PVC (Polyvinyl Chloride) ท่อ HDPE หรือ LDPE

2.ขนาดของพื้นที่
– พื้นที่ขนาดเล็ก ท่อ PVC ขนาด 4 นิ้ว หรือ 6 นิ้ว
– พื้นที่ขนาดใหญ่ ควรใช้ท่อ HDPE ขนาด 8 นิ้ว หรือ 10 นิ้ว

3.ประเภทของพืช
– พืชที่ต้องการน้ำมาก ควรใช้ท่อขนาดใหญ่
– พืชที่ต้องการน้ำน้อย ท่อขนาดเล็ก

4.งบประมาณ
– ท่อ PVC ราคาถูกที่สุด แต่มีความทนทานน้อย
– ท่อ HDPE ราคาปานกลาง
– ท่อ LDPE ราคาแพงที่สุด แต่มีความยืดหยุ่นสูง

5.แหล่งน้ำ
– น้ำประปา ท่อ PVC
– น้ำบาดาล ท่อ HDPE
– น้ำผิวดิน ท่อ LDPE

ความแต่กต่าง ท่อ PN 2.5 และ ท่อ PN 4

1. แรงดันใช้งาน
– PN 2.5 รองรับแรงดันน้ำได้ 2.5 บาร์ เหมาะกับงานทั่วไป เช่น ระบบน้ำหยด ระบบสปริงเกอร์ แปลงผักสวนครัว
– PN 4 รองรับแรงดันน้ำได้ 4 บาร์ เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันน้ำสูง เช่น ระบบรดน้ำแบบมินิสปริงเกอร์ สวนขนาดใหญ่ พื้นที่ลาดชัน

2. ความหนาของท่อ
– PN 2.5 ผนังท่อบางกว่า เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
– PN 4 ผนังท่อหนากว่า ทนทาน รองรับแรงดันน้ำได้ดี

3. ราคา
– PN 2.5 ราคาถูกกว่า
– PN 4 ราคาแพงกว่า

4. การใช้งาน
– PN 2.5 เหมาะกับงานทั่วไป แปลงผักสวนครัว พื้นที่ขนาดเล็ก
– PN 4 เหมาะกับงานที่ต้องการแรงดันน้ำสูง สวนขนาดใหญ่ พื้นที่ลาดชัน

ตารางคำนวณขนาด ท่อ PE เกษตร

สูตรในการคำนวณขนาด ท่อ PE เกษตร
– อัตราการไหล (ลิตร/นาที) = พื้นที่หน้าตัด (ตร.มม.) x ความเร็ว (ม./วินาที)

ยกตัวอย่าง หากต้องการทราบอัตราการไหลของท่อ PE ขนาด 20 มม. ที่ความเร็ว 1.5 ม./วินาที
– หาพื้นที่หน้าตัด จากตาราง : พื้นที่หน้าตัด = 490.87 ตร.มม.
– แทนค่า พื้นที่หน้าตัด และ ความเร็ว (ม./วินาที) ในสูตร: อัตราการไหล = 490.87 x 1.5 = 736.30 ลิตร/นาที

ขนาดท่อ (มม.) เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก (มม.) พื้นที่หน้าตัด ตร.มม. อัตราการไหล ลิตร/นาที

(ที่ความเร็ว 1.5 ม./วินาที)

16 20 254.47 381.71
20 25 490.87 736.30
25 32 804.25 1,206.38
32 40 1,256.64 1,884.96
*** ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ ***
การเลือกขนาดท่อที่เหมาะสมควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ระยะทาง แรงเสียดทาน สภาพภูมิประเทศ ฯลฯ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือวิศวกรเพื่อความถูกต้อง

ความแตกต่างท่อ PE และ PVC

ท่อ PE ท่อการเกษตร
ท่อ PE การเกตร

ท่อ PE ย่อมาจากคำว่า Polyethylene เป็นท่อที่ผลิตจากเรซินพอลิเอทีลีนชนิดที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้ท่อ PE มีคุณสมบัติที่แข็งแรงและเนียว นอกจากนี้ เนื้อพลาสติกของท่อยังมีความมัน และความลื่นทำให้สามารถทำให้ของเหลวหรือน้ำไหลผ่านได้สะดวก แม้แรงดันจะน้อย

ท่อ PE ไม่มีสารพิษเจือปน ทำให้เหมาะสำหรับการใช้ทำระบบน้ำดื่มที่สามารถนำมาบริโภคโดยไม่มีสารพิษและเคมีตกค้าง ข้อต่อของท่อ PE สามารถทนต่อด่าง กรด สารเคมีและเกลือได้เป็นอย่างดี ทำให้เป็นที่นิยมในการทำประปา ท่อส่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ท่อ PE มีข้อจำกัดที่ว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ถือว่าเป็นเลือกที่ดีอย่างหนึ่งในการใช้วัสดุที่แข็งแรงเหมาะสำหรับการทำงานอย่างยิ่ง

ท่อพีวีซี(PVC) ท่อประปา
ท่อ PVC ประปา

ท่อ PVC ย่อมาจาก Polyvinyl Chloride เป็นท่อที่ผลิตโดยไม่ผสมพลาสติกไซเซอร์ ทำให้ท่อมีความแข็งแรง และเรียบลื่น ทำให้สามารถจัดส่งได้ดี และไม่มีสารเคมีหรือสารพิษเจือปน ท่อ PVC ยังสามารถทนต่อกรดด่างได้ดี

อย่างไรก็ตาม ท่อ PVC มีข้อเสียที่ว่าไม่ทนต่อความร้อนทั้งจากภายนอกและภายในของท่อเอง และข้อต่อของ PVC ยังเปราะบาง แตกหักง่าย และไม่มีความทนทาน แต่ท่อ PVC มีราคาที่ถูก ทำให้นิยมในการใช้งานในเมืองไทย

ท่อ PE หรือท่อพอลิเอทีลีน มักจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือคนที่เน้นเรื่องของคุณภาพในการก่อสร้าง ซึ่งมีราคาสูงกว่าท่อ PVC

คุณสมบัติที่แตกต่างของท่อแต่ละแบบ

ท่อประปาทั้งสองแบบนั้นแม้จะใช้ในการประปาได้เหมือน ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้ว มีลักษณะและคุณสมบัติในการใช้งานที่แตกต่างกันวันนี้คลังกระเบื้องจะมาบอก คุณสมบัติที่แตกต่างกันของท่อ PEการเกษตร และ ท่อ PVC ประปา

ท่อ PE มีลักษณะเป็นท่อสีดำขนาดเล็ก ที่ผลิตจากวัสดุเรซินพอลิเอทิลีน คุณสมบัติของท่อนี้คือมีความเหนียว ยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอได้ และทนความร้อนสูง ขนาดปกติของท่อ PE จะเล็กกว่าท่อ PVC ทำให้ราคาถูกกว่า แต่ถ้าเป็นท่อ PE ขนาดใหญ่ ราคาจะแพงกว่าท่อ PVC

ท่อ PVC มีหลายสีให้เลือก รวมถึงสีฟ้า สีเทา และสีเหลือง โดยทั่วไป ถ้าใช้สำหรับงานประปา ท่อจะเป็นสีฟ้า วัสดุที่ใช้ในการผลิตท่อนี้คือโพลิไวนิลคลอไรด์ ท่อ PVC มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่น แต่การทนแสงแดดของท่อนี้จะไม่เท่ากับท่อ PE แต่ก็ยังถือว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง ท่อ PVC สามารถหาซื้อได้ง่าย และราคาไม่แพง ทำให้เป็นท่อที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด

การเลือกท่อที่ใช้วางระบบน้ำควรเลือกแบบไหน

วันนี้คลังกระเบื้องจะมาบอกวิธี การเลือกท่อที่ใช้วางระบบน้ำ

สำหรับการวางระบบน้ำในอาคารบ้านเรือน ท่อ PVC จะเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากราคาที่ถูกกว่า และสามารถหาซื้อได้ง่าย นอกจากนี้ ท่อ PVC ยังสามารถปรับมุมเข้ากับสัดส่วนของบ้านได้ด้วยการใช้ข้อต่อต่าง ๆ ดังนั้น ท่อ PVC ถือว่าเป็นวัสดุที่เหมาะสมและใช้งานได้ดีในการวางระบบน้ำในบ้านเรือน

สำหรับการใช้งานในด้านเกษตร ทั้งท่อ PVC และท่อ PE สามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับระบบที่ต้องการวาง ถ้าต้องการวางระบบท่อเมน ท่อ PVC อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากควรจะฝังท่อลงใต้ดินเพื่อป้องกันแสงแดด และความร้อน อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการต่อท่อย่อยเพื่อส่งน้ำไปยังแปลงเกษตรต่างๆ ควรเลือกใช้ท่อ PE เนื่องจากมันสามารถโค้งงอไปตามพื้นที่แปลงเกษตรได้ และโดยปกติแล้ว จะต้องใช้จำนวนที่มากขึ้น ดังนั้น เมื่อคำนวณราคา การใช้ท่อ PE อาจจะคุ้มค่ามากกว่าการวางท่อย่อยด้วยท่อ PVC

ท่อ PVC แต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร​

ท่อพีวีซีเป็นท่อที่ผลิตขึ้นจากวัสดุพีวีซี (PVC หรือ โพลิไวนิลคลอไรด์) และถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนท่อเหล็กที่มีราคาสูง ท่อพีวีซีสามารถนำมาใช้ในหลายประเภทของงาน ไม่ว่าจะเป็นงานประปา งานไฟฟ้า หรืองานการเกษตร คุณสมบัติของท่อพีวีซีคือมีน้ำหนักที่เบากว่าเหล็ก ไม่เป็นสนิม ปลอดภัย ทนต่อการกัดกร่อนจากกรดและด่าง วัสดุที่ใช้ผลิตเป็นฉนวนกันไฟฟ้า ไม่ลุกลามไฟ และมีผิวที่เรียบลื่น ท่อพีวีซีจะถูกแบ่งตามลักษณะการใช้งาน ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาและสีของท่อ ดังนี้

ท่อพีวีซี(PVC) ท่อประปา
ท่อพีวีซี สีฟ้า (ท่อประปา)

ท่อพีวีซีสีฟ้า เหมาะสำหรับใช้งานในหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำดื่ม ท่อรับความดัน หรือท่อระบายน้ำ ท่อพีวีซีสีฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยมีมาตรฐาน มอก.17 และมีขนาดตั้งแต่ 1⁄2 นิ้ว จนถึง 24 นิ้ว ท่อพีวีซีแบ่งเป็น 3 ระดับคุณภาพ ตามความดันที่กำหนดให้สำหรับใช้งาน (working pressure) ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ดังนี้

– PVC 5 รับความดันได้สูงสุด 0.5 เมกะพาสคัล
– PVC 8.5 รับความดันได้สูงสุด 0.85 เมกะพาสคัล
– PVC 13.5 รับความดันได้สูงสุด 1.35 เมกะพาสคัล

โดยที่ 1 เมกะพาสคัลเท่ากับ 9.87 ความดันบรรยากาศ 10.20 ก.ก./ตร.ซม. หรือ 145.04 ปอนด์ / ตร.นิ้ว 101.97 ความสูงของน้ำหน่วย ม.

ท่อพีวีซี ไฟฟ้า
ท่อพีวีซี สีเหลือง (ท่อระบบไฟฟ้า)

ท่อพีวีซีสีเหลือง เหมาะสำหรับใช้งานเป็นท่อร้อยสายไฟฟ้าและท่อร้อยสายโทรศัพท์ ที่ผลิตตามมาตรฐานมอก.216 มีระดับคุณภาพที่แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1,2 และ3 โดยประเภทที่ 1 มีความหนามากที่สุด และประเภทที่ 3 มีความหนาน้อยที่สุด ท่อพีวีซีเน้นในเรื่องความเป็นฉนวนไฟฟ้า ทำให้เหมาะสำหรับใช้ในงานร้อยสายในที่ร่ม มีขนาดตั้งแต่ 3/8 นิ้ว จนถึง 4 นิ้ว ท่อพีวีซีสีเหลืองประเภทที่ 1 มีราคาใกล้เคียงกับท่อพีวีซีสีฟ้าระดับคุณภาพ 13.5

ท่อพีวีซี งานสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ JIS
ท่อพีวีซี สีขาว (ท่อระบบไฟฟ้า)

ท่อพีวีซีสีขาวมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าท่อพีวีซีสีเหลือง โดยสามารถทนต่อรังสี UV ได้ เนื่องจากเนื้อท่อเป็นพลาสติก UPVC และสามารถดัดเย็นท่อได้มากกว่า 90 องศา โดยการดัดท่อจะใส่แท่งที่มีลักษณะคล้ายสปริงลงไปในท่อ เพื่อให้เป็นแกนในการดัดท่อให้โค้งงอตามต้องการ ท่อพีวีซีสีขาวยังสะดวกในการทาสีทับมากกว่าสีเหลือง ทำให้ท่อพีวีซีสีขาวเป็นท่อร้อยสายที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและสะดวกต่อการใช้งานมากกว่า แต่ท่อสีขาวมีราคาสูงกว่าท่อสีเหลือง โดยประมาณ 25-50%

ท่อพีวีซีสีขาวนิยมใช้งานในสองมาตรฐานดังนี้
1. ท่อพีวีซีสีขาวมาตรฐาน JIS (เกลียว นิ้ว, เกลียวหุน) เนื่องจากมีขนาดท่อเท่ากับท่อพีวีซีประปาสีฟ้าและไฟฟ้าสีเหลือง
2. ท่อพีวีซีสีขาวมาตรฐาน BS (เกลียว มม.)

ท่อพีวีซี ท่อการเกษตร ท่อพีวีซีเกษตร สีเทา ท่อพีวีซีเกษตร สีเทา
ท่อพีวีซี สีเทา (ท่องานเกษตร)

ท่อพีวีซีสีเทาเหมาะสำหรับงานเกษตรกรรมและงานท่อน้ำที่รับแรงดันต่ำ แม้ว่าท่อสีเทาจะไม่มีมาตรฐาน มอก. มารับรอง แต่มีระดับคุณภาพเดียว คือ PVC 5A ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่า PVC 5 ของท่อประปาสีฟ้า ท่อชนิดนี้จะมีตราประทับสีแดงอยู่บนท่อ และมีขนาดตั้งแต่ 1⁄4 นิ้วจนถึง 5 นิ้ว ท่อพีวีซีสีเทาสำหรับงานเกษตรกรรมระดับคุณภาพ 5A มีราคาถูกกว่าท่อพีวีซีสีฟ้าระดับคุณภาพ 13.5 โดยประมาณครึ่งหนึ่ง

ทั้งนี้ ท่อพีวีซีสีเทายังมีอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับใช้เป็นท่อส่งสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม ท่อระบายน้ำทิ้ง และท่อในงานชลประทาน ซึ่งผลิตตามมาตรฐาน มอก.999 มีขนาดและระดับคุณภาพเหมือนกับท่อพีวีซีสีฟ้า

ท่อพีวีซี สีเขียว (ท่อประปาน้ำร้อน)

ท่อพีวีซีเสีเขียว หมาะสำหรับใช้งานในการประปาน้ำร้อน เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทำน้ำร้อนในบ้านหรืออพาร์ทเมนต์ ซึ่งมักจะนิยมในต่างประเทศหรือโรงแรมขนาดใหญ่ ท่อพีวีซีสามารถทนแรงดันได้สูงสุด 20 บาร์ และผลิตจากพีวีซีที่มีคุณภาพสูงกว่าท่อประปาทั่วไป (พลาสติก พีพีอาร์) ทำให้สามารถทนต่อความร้อนได้สูงสุด 95 องศาเซลเซียส โดยท่อจะไม่เสียหายหรือมีมารตกค้างมากับน้ำ ท่อพีวีซีสามารถใช้ทั้งในงานอุปโภคและบริโภค และสามารถรักษาอุณหภูมิของน้ำได้ดีกว่าท่อเหล็ก ท่อพีวีซีมีขนาดตั้งแต่ 1/2 นิ้ว จนถึง 6 นิ้ว และมีความหนา 2 ประเภท คือ SDR 11 (PN 10) และ SDR 6 (PN 20)

ท่อ PE ท่อการเกษตร
ท่อพีวีซี ท่อดำ (ท่องานเกษตร)

ท่อ PE คือท่อที่ผลิตมาจาก Polyethylene หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่าท่อดำ เนื่องจากมีสีดำ มีความหนาแน่นสูงผิวสัมผัสภายในตัวท่อมีความลื่นและมัน ทำให้สามารถใช้งานเป็นได้ทั้งท่อประปาและท่อไฟฟ้า มีความยืดหยุ่นสูง ในปัจจุบันได้มีการผลิตท่อPE หลายมาตรฐาน แบ่งแยกไปตามการใช้งานประเภทต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก
1.ท่อสำหรับงานแรงดันต่ำ
2.ท่อสำหรับงานรับแรงดันสูง
ซึ่งจะแยกย่อยไปอีกตามค่า PN (ความสามารถในการรับแรงดันท่อ) และ PE (ความแข็งแรงของการรับน้ำหนักของท่อ) ซึ่งจะต้องระบุให้ถูกต้อตามการใช้งาน ซึ่งโดยส่วนมากจะนิยมใช้กันนอกอาคาร